The Violinist Thumb

posted on 07 Oct 2012 13:22 by champcpe in Bought directory Knowledge, Idea

Sam Kean's science history romp --> SamKean ... Violinist's Thumb Disappearing Spoon Excerpts Speaking Contact Thumb Info See the Table of Contents See what critics say Scientists can now rea...

หนังสือที่อ่านช่วงนี้คือ The Violinist Thumb 
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการศึกษาเรื่องยีนส์และพันธุกรรม
คนเขียนเขียนสนุกแต่ยังยาก ยากมากด้วย ไม่ใช่ยากธรรมดา 
เป็นหนังสือที่ต้องอ่านก่อนนอนเพื่อให้หลับเลยทีเดียว 
ไม่มีหนังสือที่ทำให้หลับมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียน - - 
คนเขียนเล่าเรื่องยีนส์ผ่านทางชีวประวัติของนักชีววิทยาคนสำคัญคนต่างๆ
และพยายามปรุงรสให้จัดขึ้นด้วยเรื่องซุบซิบ 
อย่างเช่น อีน
ักชีวฯ คนนี้ แม่งจริงๆ ขโมยงานชาวบ้านมา
คนนั้นเป็นเพลย์บอย คนนี้โดนนินทาว่าไม่อาบน้ำ ทำนองนี้
แต่เนื่องจากเรื่องตรงแกนกลางก็ยังเป็นอะไรขมๆ อยู่ดี
มันเลยเหมือนเอาซอสแมกกี้ไปเหยาะผัก
ซึ่งก็อาจจะทำให้อร่อยขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังเป็นผัก
(ไม่ได้เอาไปชุบแป้งโกกิทอด อะไรอย่างนั้น)
เล่มที่ผ่านมาของคนเขียนคนนี้ก็ใช้วิธีดำเนินเรื่องทำนองนี้
ชื่อ Disappearing Spoon (กลช้อนหาย)
เล่มนั้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตารางธาตุ
ซึ่งก็จะพาไปดูแต่ละธาตุอย่างสนุกๆ 
แต่ก็เหมือนกัน คือต่อให้ปรุงยังไง
ก็ยังอดเป็นผักไม่ได้อยู่ดี
ทั้งสองเล่มสอนเราว่า มันก็มีบางเรื่องที่ทำให้สนุกยากจริงๆ
ถ้าแค่เหยาะซอสยังไม่พอ ก็อาจต้องเปลี่ยนเมนู

Makers & Future Perfect

posted on 29 Sep 2012 00:56 by champcpe in Bought directory Knowledge, Idea

Combining the deft social analysis of WHERE GOOD IDEAS COME FROM with the optimistic arguments of EVERYTHING BAD IS GOOD FOR YOU, Steven Johnson's new nonfiction book FUTURE PERFECT makes the case that a new model of political change is on the rise, transforming everything from local governments to drug research to arts funding and education. Johnson paints a compelling portrait of this new political worldview -- influenced by the success of the Internet, but not dependent on high-tech solutions -- that breaks with the conventional categories of liberal or conservative thinking. With his acclaimed flair for multi-disciplinary storytelling and big idea books, Johnson explores this new vision of progress through a series of fascinating narratives: from the "miracle on the Hudson" to the planning of the French railway system to a mysterious outbreak of strange smells in downtown Manhattan to the invention of the Internet itself. At a time when the conventional wisdom holds that the political system is hopelessly gridlocked with old ideas, Future Perfect makes the timely and inspiring case that progress is still possible, and that new solutions are on the rise.

วันนี้ซื้อหนังสือมาสองเล่ม

1. Makers : The New Industrial Revolution ของ Chris Anderson บก.บห. Wired US ยังไม่ได้อ่านแต่พอเดาได้ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมการทำของ ซึ่งถูกปฏิวัติด้วยเครื่องปรินท์ 3 มิติอย่าง Makerbot และเรื่องการสร้างแผงวงจรนั่นนี่ขึ้นมาเอง (เข้าใจว่าคุณคริสนี่แกเป็นผู้บุกเบิกเรื่องหุ่นยนต์บินได้ หรือพวก drones ด้วย) รวมไปถึงการแฮคของที่ขายอยู่ตามท้องตลาดให้ทำงานตามเป้าประสงค์ของตัวเองด้วย

2. Future Perfect : The Case for Progress in a Networked Age ของ Steven Johnson คนนี้ชอบผลงานก่อนสองเขาสองเล่มคือ Everything bad is good for you และ Where good ideas come from ก็จะเห็นว่าสามเล่มนี้มีคำดีๆ ทั้งสิ้น คือ good และ perfect (จริงๆ เขาเขียนเล่มอื่นก่อนหน้านี้ด้วยนะ) สตีเฟ่นเป็นนักเขียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มองโลกในแง่ดีมากคนหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ของเขาก็จะพูดถึงผลกระทบในทางดีของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงการเมือง การศึกษา วงการข่าว สังคม แวดวงธุรกิจในทุกระดับ ดูสารบัญแล้วเหมือนจะเป็นหนังสือที่กว้าง แต่ไม่ลึก แต่เชื่อใจนักเขียนว่าระดับนี้แล้วน่าจะเจ๋ง

ถ้าสนใจ มีขายที่คิโนะคุนิยะทั้งสองเล่ม (และเป็นหนังสือใหม่ จึงกำลังลด 20% ทั้งสองเล่ม)
 
ประวัตินักเขียน

Chris Anderson (writer) From Wikipedia, the free encyclopedia Jump to: navigation, search   For the curator of the TED conferences, see Chris Anderson (entrepreneur). Chris Anderson Born (196...

Steven Johnson (author) From Wikipedia, the free encyclopedia Jump to: navigation, search   Steven Johnson at South by Southwest (2008) Born (1968-06-06) 6 June 1968 (age 44) Occupation ...

สเตตัสเดียวกันจากเฟซฯ 

วันนี้ซื้อหนังสือมาสองเล่ม 1. Makers : The New Industrial Revolution ของ Chris Anderson บก.บห. Wired US ยังไม่ได้อ่านแต่พอเดาได้ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมการทำของ ซึ่งถูกปฏิวัติด้วยเครื่องปรินท์ 3 มิติอย่าง Makerbot และเรื่องการสร้างแผงวงจรนั่นนี่ขึ้นมาเอง (เข้าใจว่าคุณคริสนี่แกเป็นผู้บุกเบิกเรื่องหุ่นยนต์บินได้ หรือพวก drones ด้วย) รวมไปถึงการแฮคของที่ขายอยู่ตามท้องตลาดให้ทำงานตามเป้าประสงค์ของตัวเองด้วย 2. Future Perfect : The Case for Progress in a Networked Age ของ Steven Johnson คนนี้ชอบผลงานก่อนสองเขาสองเล่มคือ Everything bad is good for you และ Where good ideas come from ก็จะเห็นว่าสามเล่มนี้มีคำดีๆ ทั้งสิ้น คือ good และ perfect (จริงๆ เขาเขียนเล่มอื่นก่อนหน้านี้ด้วยนะ) สตีเฟ่นเป็นนักเขียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มองโลกในแง่ดีมากคนหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ของเขาก็จะพูดถึงผลกระทบในทางดีของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงการเมือง การศึกษา วงการข่าว สังคม แวดวงธุรกิจในทุกระดับ ดูสารบัญแล้วเหมือนจะเป็นหนังสือที่กว้าง แต่ไม่ลึก แต่เชื่อใจนักเขียนว่าระดับนี้แล้วน่าจะเจ๋ง ถ้าสนใจ มีขายที่คิโนะคุนิยะทั้งสองเล่ม (และเป็นหนังสือใหม่ จึงกำลังลด 20% ทั้งสองเล่ม)

I Feel Bad About My Neck

posted on 27 Jul 2012 23:18 by champcpe in Recommend directory Knowledge, Idea
 
I Feed Bad About My Neck
Nora Ephron
 
เกี่ยวกับอะไร
 
จริงๆ อ่านหนังสือเล่มนี้จบนานแล้ว เป็นปี แต่เนื่องจากข่าวการเสียชีวิตของนอรา เอพรอน ก็ทำให้เราคิดถึงเธอขึ้นมาอีกรอบ จึงไปขุดขึ้นมาอ่านใหม่ ซึ่งยังสนุกอยู่เหมือนเดิม
 
I Feel Bad About My Neck เป็นบันทึกรวมคำบ่นของนอรา ที่มีต่อความเป็นผู้หญิง และความแก่ชรา ในแง่ต่างๆ บางบทเธอก็บ่นถึงความเยอะของกระเป๋าของเธอ บางบทเธอก็บ่นว่าโว้ยย เกิดเป็นหญิงนี่ทำไมต้องทำอะไรเยอะจัง ต้องไปทำเล็บ ทำตีน ทำหน้า เยอะโว้ย เบื่อ ต่างๆ ซึ่งต่างเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ผู้บ่นดูเป็นคนขี้รำคาญได้ง่ายอย่างยิ่ง แต่ด้วยความสามารถและอารมณ์ขันอันล้นเหลือของเธอ ก็ทำให้เรื่องบ่นทั้งหมดเป็นเหมือนสายลมพัดโชยในยามเช้าขณะจิบกาแฟไปด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ หรือเรื่องง่ายๆ ที่ใครจะทำได้ 
 
แต่ละเรื่องยาวประมาณ 10-12 หน้า สามารถอ่านจบได้ในหนึ่งนั่ง พออ่านแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย ขำขัน เฮฮา อบอุ่น เหมือนได้ดูหนังรักโรแมนติกที่มีนางเอกเปิ่นๆ โก๊ะๆ คนหนึ่ง 
 
แม้เป็นหนังสือที่ไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ให้กับโลก แต่ก็สร้างความสุขได้อย่างง่ายๆ แบบนี้แหละ
 
ระดับความชอบ
 
เราว่าแฟนหนังโรแมนติกคอเมดี้ทุกคนจะชอบ และจำไม่รำคาญ ถ้าชอบเรื่องนี้มากๆ มีอีกเรื่องของนอราที่จะแนะนำ คือ I Remember Nothing ซึ่งก็ทำนองเดียวกัน แต่จะไม่บ่นเท่าเล่มนี้
 
 

Final Jeopardy

posted on 15 Jul 2012 22:05 by champcpe in Recommend directory Knowledge, Idea
 
Final Jeopardy
Stephen Baker
 
เกี่ยวกับอะไร
 
เมื่อต้นปีที่แล้วมีข่าวเล็กๆ ที่หลายๆ คนที่ไม่สนใจวงการคอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์อาจมองข้ามไป (แต่เป็นข่าวใหญ่ในวงการเอไอมาก) นั่นคือ ข่าวที่ว่า IBM ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องเล่นเกมตอบคำถามมาแข่งกันมนุษย์ในรายการ Jeopardy ถ้าใครนึกไม่ออกว่าเป็นรายการยังไง ให้เทียบกับรายการเกมเศรษฐีบ้านเรา คล้ายๆ กัน แต่จะเป็นเกมเศรษฐีในมุมกลับ คือแทนที่จะถามว่า ใครเป็นผู้ชนะโอลิมปิกปี 2000  ไรงี้ รายการก็ให้สิ่งที่เรียกว่า clue (คือเงื่อนงำ) มาแทน เช่น "เขาคนนี้ชนะการแข่งขันเซปักตะกร้อในโอลิมปิกปี 2000" ส่วนผู้เข้าแข่งขันก็ต้องกดไฟให้เร็วที่สุด เมื่อกดได้ ก็ฟอร์มคำตอบในรูปประโยคคำถาม เช่น จากคำถามข้างต้นก็จะตอบได้ว่า "ใครคืออัลเบิร์ต" เป็นต้น (คือนี่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพรายการเฉยๆ ไม่ได้มีความเป็นจริงในข้อมูลแต่อย่างใด)
 
ทีนี้ ทำไมแค่การประดิษฐ์เครื่องเล่นเกมตอบคำถามดังกล่าวมันถึงเป็นที่สนใจในวงการปัญญาประดิษฐ์นัก ก็เพราะว่า การเข้าใจภาษามนุษย์เป็นโดเมน  - หรือหัวข้อ ที่คอมพิวเตอร์ไม่ถนัดเอาเลย ต่างจากหมากรุก ที่สามารถแปลงให้อยู่ในรูปของคณิตศาสตร์และคำนวณผลลัพธ์ที่ถูกต้องออกมาได้ การเล่นเกมตอบคำถามนั้นมีความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็จะอธิบายถึงวิธีการทำงานคร่าวๆ และการต่อสู้ของเหล่านักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ IBM รวมไปถึงแนวคิดเบื้องหลังในการดีไซน์โลโก้ รูปร่างลักษณะทางกายภาพของวัตสัน (อันเป็นชื่อเจ้าคอมพิวเตอร์ตัวนี้) และปัญหาที่ทางทีมของ IBM จะต้องเผชิญกับโปรดิวเซอร์เกม Jeopardy ด้วย
 
นับว่าเป็นการเดินทางที่สนุก และมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยรายทางเต็มไปหมด และก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับอนาคตของคอมพิวเตอร์ว่าจะฉลาดขึ้นไปถึงจุดไหน
 
ระดับความชอบ
 
ชอบ อยากแนะนำให้กับคนที่สนใจเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (แม้จะมีไม่มาก) แต่ถ้าพูดจริงๆ คือ หนังสือเล่มนี้เขียนสำหรับคนอ่านทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีปูมหลังด้านคอมพิวเตอร์มาก่อนก็อ่านรู้เรื่อง 
 
หนังสือเขียนโดย Stephen Baker ซึ่งเหมาะมาก เล่มที่แล้วของเขาชื่อ Numerati เป็นการเผยถึงความสำคัญของตัวเลขและระบบสถิติในชีวิตประจำวันของเราๆ ในเชิงการตลาด การหาคู่ครอง การรบ ฯลฯ ซึ่งเล่มนั้นก็สนุกใช้ได้ แต่เล่มนี้ดีกว่ามาก จึงเลือกแนะนำเล่มนี้ดีกว่า
 
 

The (Honest) Truth About Dishonesty

posted on 13 Jul 2012 23:37 by champcpe in Recommend directory Knowledge, Idea
 

The (Honest) Truth about Dishonestly

Dan Ariely

 

เกี่ยวกับอะไร

Dan Ariely นี่เป็นโปรเฟสเซอร์และนักเขียนที่ขายดีมากกกก ผลงานที่ผ่านมาที่หลายคนคงรู้จักอยู่แล้วคือ Predictably Irrational และ The Upside of Irrationality ซึ่งก็ขายดีทั้งคู่ (เล่มแรกแปลไทยในชื่อเห่ยๆ ว่า พฤติกรรมพยากรณ์ ซึ่งผิด ทำให้มันถูกจัดไปอยู่ในหมวดพยากรณ์ รวมกับเจน ญาณทิพย์ ผิดมากกกก เชมออนยู) ด้วยความที่เขาเป็นโปรเฟสเซอร์ด้านนี้อยู่แล้ว ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการฟังต่อๆ กันมา แต่มาจากการทดลองของเขาเอง โดยเรื่องที่เขาถนัดที่จะเขียน ก็เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และความไม่สมเหตุสมผลนี่แหละ เขามีสมมติฐานว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่ได้ทำทุกอย่างด้วยเหตุผลทั้งหมดหรอก ถึงแม้หลายครั้งเราจะเชื่อไปแบบนั้นก็ตาม ก็เลยพิสูจน์ด้วยการทดลองต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งผลทดลองทั้งหมดก็บอกกับเขาว่า เขาคิดถูกแล้ว

 

ในเล่มใหม่ The Honest Truth About Dishonesty หรือความสัตย์จริงเกี่ยวกับความตอแหลนี้ แดนพูดเกี่ยวกับการโกหกทั้งมวล รวมถึงการโกหกตัวเองด้วย ว่ามันมีสาเหตุจากอะไร เพราะว่าเราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ มั้ย หรือเพราะว่าเราตอแหลเพื่อผลประโยชน์ เขาทดลองหลากหลาย เช่น ทดลองว่า การทำงานเป็นกลุ่ม ทำให้เราโกงมากขึ้นมั้ย หรือ ถ้าไม่มีใครจับได้ เราจะโกงมากขึ้นมั้ย โดยการทดลองทั้งหมดสนุก ซึ่งไอ้การทดลองต่างๆ นี่แหละ ที่เป็นไฮไลต์ของหนังสือของแดนมาโดยตลอด ตอนที่เขาอธิบายการทดลองว่าทำยังไง เราก็จะทึ่งไปกับวิธีการของเขาว่าเออ...​แม่ง เจ๋งเว้ย เรื่องแบบนี้ก็ทดลองได้จริงๆ ด้วย หลังจากนั้นเราก็จะสนุกกับการเดาผลทดลอง ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน แล้วแดนก็จะเฉลยผลการทดลองมาให้เราหายคาใจผ่านการเขียนและประสบการณ์ของเขาที่สนุกมาก ด้วยสาเหตุเหล่านี้แหละที่ทำให้เราอ่านหนังสือเขาทุกเล่มและไม่เบื่อเลย :->

 

ระดับความชอบ

 

ชอบมาก จนแนะนำให้ทุกคนอ่าน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกคนจริงๆ

หากจะเปรียบเทียบความชอบระหว่างหนังสือของแดนทั้งหมด สำหรับคนที่เคยอ่านสองเล่มที่ผ่านมาแล้ว เล่มนี้เราชอบกว่า The Upside of Irrationality แต่ชอบน้อยกว่าเล่มแรก ด้วยแฟคเตอร์ความสด

ข้อควรทราบ

Readsome เป็นบล็อกรวมสิ่งที่ทีปกรได้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร บทความ หรือสิ่งอื่นๆ ในอินเตอร์เน็ต ที่ผ่านมาทีปกรประสบปัญหาเสมอกับการอ่านเยอะๆ แล้วพอเวลาผ่านไปก็ลืม เขาจึงอยากทำโน้ตสั้นๆ ไว้เก็บความคิดรวบยอด หรือความประทับใจ

บล็อกนี้เป็นฝาแฝดกับ Filmsome

Recommend