Are you smart enough to work at Google?
William Poundstone
เกี่ยวกับอะไร
กูเกิ้ลเป็นบริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่โคตรแห่งความตามใจพนักงานที่สุดในโลก สวัสดิการก็ขั้นเทพ ทุกอย่างเลิศเลอเพอร์เฟคแถมมีเวลา 20% ที่กูเกิ้ลอนุญาตให้พนักงานทำอะไรก็ได้ตามใจ (แต่ต้องมีสาระ) อีก หลายๆ คนเลยอยากเข้ากูเกิ้ลมาก แต่การเข้าก็ใช่ว่าจะเข้าได้ง่าย เพราะว่าเป็นบริษัทที่ดีขนาดนี้ จึงมีการคัดออกอย่างถี่ถ้วน ว่ากันว่าในใบสมัครประมาณ 120 ใบ จะมีคนผ่านเข้า Google ได้เพียง 1 คนเท่านั้น (ในขณะที่มหาวิทยาลัยอย่างสแตนฟอร์ด อัตราการผ่านคือประมาณ 1 ใน 10) หนังสือเล่มนี้ครึ่งหนึ่งเป็นการอวยกูเกิ้ล ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ (และเปรียบเทียบ ย้ำบ่อยมากว่าในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้นี่ บริษัทไหนๆ ก็เข้ายากเหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นคำถามประลองเชาว์ที่กูเกิ้ลเค้าเอามาถามสัมภาษณ์จริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการการคิดหลายชั้นซับซ้อนจนเฉลยยาว 5 หน้า ตัวอย่างคำถามเช่น
- ฝนตก คุณต้องไปเอารถ วิ่งไป หรือเดินไป จะเปียกน้อยกว่า (จงอธิบาย) - ข้อนี้ต้องใช้ความน่าจะเป็นและฟิสิกส์และทกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่สามัญสำนึกน่ะ
- มีม้า 25 ตัว ต้องจัดแข่งน้อยที่สุดกี่ครั้ง (ครั้งละได้มากที่สุด 5 ตัว) เพื่อจัดอันดับสามม้าที่วิ่งเร็วที่สุด (ห้ามใช้นาฬิกาจับเวลา)
- 3 1 3 6 = 8 จงทำให้เป็นสมการที่ถูกต้อง (ตอบอย่างน้อย 4-5 แบบ)
- ถ้าให้เช็ดหน้าต่างทุกบานในเมืองชิคาโก้ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่?
และทำนองนี้อีกมาก ซึ่งทุกคำถามรากเลือดทั้งนั้น ตอบได้ 10% ก็เก่งแล้ว
ระดับความชอบ
หนังสือเล่มนี้สนุกครึ่งเล่ม คือพาร์ตที่เป็นส่วนคำถามมันโหดสะใจดี ส่วนอีกครึ่งที่เล่าธรรมเนียมกูเกิ้ลหรือเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ (เช่น Microsoft หรือบริษัทการเงิน) นี่เขียนไม่สนุกเลย เลยซื้อมาเหมือนได้หนังสือครึ่งเล่ม แนะนำสำหรับคนที่อยากประลองปัญญากับอะไรที่ยากจริงๆ :)
The Most Human Human
Brian Christian
เกี่ยวกับอะไร
ในทุกๆ ปี จะมีการจัดแข่งขันเพื่อชิงรางวัลลอบเนอร์ไพรซ์ เป็นการแข่งขัน Turing Test ซึ่งคนที่เรียนคอมพิวเตอร์มาน่าจะคุ้นๆ เป็นอย่างดี (แต่คนที่ไม่ได้เรียน จะบอกว่าเนิร์ดจัง) Turing Test เป็นการแข่งขันทางด้าน AI ว่าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว สื่อสารกับมนุษย์ได้หรือยัง โดยมีวิธีง่ายๆ คือให้กรรมการ (สี่ห้าคน) นั่งแชตกับอีกฝั่ง ที่ไม่รู้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ หรือเป็นคนจริง เป็นเวลา 5 นาที แล้วให้โหวตว่าไอ้ที่คุยเมื่อกี๊น่ะเป็นคนจริงหรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกรรมการโดนหลอกบ้าง แต่ยังไม่ถึงจุดที่จะเป็นนัยสำคัญว่าเฮ้ย คอมพิวเตอร์แม่งคุยกับคนได้จริงๆ แล้วว่ะ ยังไม่ถึงขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ที่ "หลอก" กรรมการได้มากที่สุดจะได้รางวัล "The Most Human Computer" หรือคอมพิวเตอร์ที่มีความเป็นมนุษย์สูงสุด
คนเขียน คุณไบรอัน เนี่ย เค้าไปเข้าร่วมการแข่งขันนี้มา เปล่า! เขาไม่ได้เข้าร่วมในฐานะคนเขียนโปรแกรม AI และก็เปล่า! เขาไม่ได้เข้าร่วมในฐานะกรรมการ แต่เขาดันไปเข้าร่วมในฐานะ "คน" ที่อยู่อีกปลายสายที่กรรมการจะต้องมาคุยด้วยต่างหาก ซึ่งในหมู่คนด้วยกันเนี่ย คนไหนที่กรรมการเห็นว่าไอ้นี่คนแน่ๆ ไม่ใช่คอมหรอก มากที่สุด ก็จะได้รับรางวัลตามชื่อหนังสือ คือ The Most Human Human (คนที่เป็นคนมากที่สุด) เหมือนเป็นเหรียญอีกด้านของ The Most Human Computer นั่นเอง
ดูเหมือนจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่จริงๆ แล้ว เนื่องจากคุณไบรอันเค้าเป็นนักศึกษาเอกปรัชญาหนึ่ง เอกคอมพิวเตอร์หนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่หนังสือสื่อออกมาก็ไม่ได้จะเป็นเชิงคอมพิวเตอร์ทั้งหมด กลับกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อหาในเชิงปรัชญาด้วยซ้ำ ไบรอันทำให้เราตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ว่าคืออะไรกันแน่ อะไรกันที่จะเอามาวัดว่าใครเป็นมนุษย์มากกว่าใคร (โดยผ่านเกณฑ์หลักคือเกณฑ์ในการสื่อสาร) แถมหนังสือยังมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด อย่างเช่นเรื่องคอมพิวเตอร์ Watson! ที่ไปแข่งเกม Jeoparday ชนะมนุษย์ หรือการแข่งขันหมากรุกระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ (ที่คอมชนะไปนานแล้ว)
รวมๆ แล้วกระตุ้นความคิดได้ดีมาก และเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก เพราะคนเขียนกวนตีนเหลือใจโดยเฉพาะในเชิงอรรถ.
ระดับความชอบ
แนะนำให้คนที่สนใจเรื่องคอม และปรัชญา อ่านดู โดยเฉพาะถ้ามีความรู้พื้นฐานเรื่องการสื่อสารหรือ AI มาบ้างแล้วจะอ่านสนุกมาก (แต่ถึงไม่มี ก็อ่านรู้เรื่องอยู่ดี)
สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ (ไว้อ้างอิงเอง)
Shannon Game, Threadmill ของภาษา, การทดสอบ The Roomest Room ของวงการ CG เป็นต้น, พวก Entropy ต่างๆ นี่รู้จาก The Information แล้ว, การแข่งขัน Loebner เองก็ไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน, พวก Eliza นี่รู้มาก่อนหน้าแล้ว, Trick - Tip - Quirk ในการเขียน AI
posted on 07 Aug 2010 01:38 by champcpe in Bought
หนังสือที่ซื้อมาวันนี้ (เยอะพอสมควร)
- ซีรีส์ความสุ่มส่งเหลือทนของชีวิต โดยคุณ Nassim Nicholas Taleb (ชื่อซีรีส์นี่เราตั้งให้เอง อย่าได้จำไปเรียกที่ใดๆ) ประกอบด้วยหนังสือสองเล่ม เล่มแรกชื่อ Fooled by Randomness (หรือ ถูกหลอกด้วยการสุ่มอะเด้) เล่มที่สองคือ The Black Swan (หรือหงส์ดำ) ทั้งสองเล่มพูดเรื่องคล้ายกัน โดยเล่มแรกทำลายความเชื่อของเราที่ว่าคนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้ความเก่งนำมาก่อน, คุณ Nassim บอกว่า ไม่ใช่!! ต้องอาศัยดวงและจังหวะที่ถูกต้องต่างหาก เล่มที่สองดูแล้วน่าจะอ้างอิงหลักเดียวกัน แต่คงเป็น Case Study มากกว่า คำอธิบายหลังปกหนังสือคือ "This book is all about Black Swans: the random events that underlie our lives, from bestsellers to world disasters."
- หนังสือชื่อ Free ของคุณ Chris Anderson ผู้เป็นบก.บห. ของ Wired US และเป็นผู้เขียนหนังสือการตลาดยุคใหม่ขายดีชื่อ The Long Tail (เจ้าหางยาว) ด้วย จากหนังสือเล่มที่แล้ว (หางยาว) ที่บอกเราว่า การตลาดสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องทำกับสิ่งที่ Mass อีกต่อไป เพราะผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น ทำให้มวลรวมส่วนหางของกราฟมีน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่าส่วนหัวแล้ว เล่มนี้คุณ Chris (น่า)จะพาเราไปไกลกว่านั้นด้วยการสำรวจระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่มีสินค้าแจกฟรีเป็นหลัก (เห็นๆ กันก็เช่นวัฒนธรรมชอบของฟรีบนอินเตอร์เน็ตนี่ไง!) คำโปรยหลังปกคือ "It explains why some companies profit more from giving things away than charging for them" เล่มนี้ซื้อมาเพื่อเก็บข้อมูลเขียนคอลัมน์ (จริงๆ มันออกนานแล้ว)
- เล่มสุดท้ายเป็นนิยายเชิงชีวประวัติ ชื่อว่า Accidental Billionaires เล่าเรื่องชีวิตของมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก เจ้าของ Facebook ผู้โด่งดัง นักวิจารณ์หลายคนบอกว่าหนังสือเล่มนี้ใส่สีตีไข่ชีวิตของมาร์คน่าดูเหมือนกัน แต่เราคิดว่าอ่านไว้ก็ไม่เสียหลาย หนัง The Social Network ที่กำลังจะเข้าเร็วๆ นี้ ก็อิงข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้แหละ (คนเขียนเป็นคนเขียนเรื่อง Bringing Down The House ด้วย) คำโปรยปกคือ "Sex, Money, Betrayal and the Founding of Facebook" แค่อ่านคำโปรยก็ซี้ดซ้าดดราม่าจัดจ้านแล้วนะ!
posted on 07 Aug 2010 01:28 by champcpe in Greeting
หลังจากที่ทำบล็อกหนังมาหลายเดือนแล้วทำได้ตลอดรอดฝั่ง เราเลยเกิดความฮึกเหิมเป็นการมาก ดำริจะทำบล็อกอ่านอีกบล็อกหนึ่ง บล็อกนี้ก็คอนเซปท์คล้ายๆ บล็อกหนัง คือมีไว้เพื่อบันทึกสิ่งที่ได้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นบทความ นิตยสาร หรือหนังสือ โดยพยายามบันทึกเกี่ยวกับสิ่งที่ประทับใจและประเด็นรวบยอดเพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นของเราในภายหลัง (ถึงจะเขียนโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้สัญจรบ้าง)
นอกจากเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่านแล้ว ยังจะเขียนเกี่ยวกับหนังสือที่ได้ซื้อ (แต่ยังไม่ได้อ่าน) ด้วย เพื่อประจานตนเองที่ปล่อยให้หนังสือบางเล่มจมอยู่ในกองฝุ่น จนเป็นภัยต่อระบบหายใจของบุคคลรอบข้าง
ขอให้บล็อกนี้อยู่รอดปลอดภัยอีกบล็อกหนึ่ง เทอญ
(สรุปแล้วเรามีหลายบล็อกมาก ทั้งบล็อกเว็บมาสเตอร์ บล็อก Champ ที่อัพการ์ตูนและเรื่องทั่วไป บล็อก Filmsome ที่อัพเรื่องหนัง บล็อก On The Verge ที่เป็นบล็อกฝึกเขียน และบล็อกนี้)